ราคา

Digital  Librarian มีระบบงานอะไรบ้าง ดูที่นี่ครับ

ต้องใช้ระบบอะไรบ้าง ดูที่นี่ครับ

 

โปรแกรมมี 2 แบบนะครับ ทุกอย่างเหมือนกันหมด แต่ต่างกันตรงที่ติดตั้งฐานข้อมูลและบริการสืบค้น ไว้ที่ไหน 

1. Digital Librarian on Premise เรียกสั้นๆ ว่า ออน เพรม ติดตั้งฐานข้อมูลและบริการสืบค้น บนเครื่องลูกค้า เป็นแบบซื้อขาด (Perpetual) จ่ายครั้งเดียวจบ 

2. Digital Librarian on Cloud หรือ ออน คลาวด์ ติดตั้งที่ระบบ Cloud โดยลูกค้าไม่ต้องลงทุนซื้อและดูแลเครื่อง Server เป็นแบบจ่ายค่า License ใช้งานรายปี (Subscribtion ) ในราคาเบาๆ ไปเรื่อยๆ 

กระซิบดังๆ ครับว่า แบบที่ 2  มีข้อดีอีกอย่างคือ ถ้าไม่พอใจโปรแกรม ไม่แฮปปี้กับบริการหลังการขาย ปีต่อไปก็เลิกใช้ ไม่มีสัญญาทาสกันเป็น 5 ปี 10 ปี (อันนี้พูดเผื่อไว้นะครับ สำหรับห้องสมุดที่เคยเจอประสบการณ์หลอนจากที่อื่นมา อาจกลัวหนีเสือปะจรเข้) 

ด้วยเหตุผลด้านการตลาด บริษัทขอเสนอทางเลือกที่ 3
3. From Cloud to Prem อาจเริ่มจากใช้แบบ Subscribtion ติดตั้งบน Cloud และถ้าต้องการเปลี่ยนเป็นแบบซื้อขาด (Perpetual) เพื่อติดตั้งแบบ on Premise ก็สามารถนำค่าใช้จ่ายปีแรกที่ใช้แบบ Cloud มาเป็นส่วนลดในการซื้อได้ 

1. Digital Librarian on Premise

สำหรับราคาของ Digital Librarian on Premise เฉพาะ 4 ระบบหลัก ที่เป็นหัวใจสำคัญของการทำงาน ได้แก่

    1. ระบบงานลงทะเบียน (Catologing)
    2. ระบบงานสมาชิก (Patron)
    3. ระบบยืมคืน (Circulation) และ
    4. ระบบสืบค้นและให้บริการผ่านเว็บ บราวเซอร์ (Web OPAC)

ราคากลางอยู่ที่ 65,000 บาท ไม่มีบวก แต่ลบได้ครับ หากต้องการตัดฟังก์ชั่นบางอย่าง ในระบบย่อยที่ไม่ต้องการ หรือคิดว่าไม่จำเป็นออกไป

ติดตั้งได้โดยไม่จำกัดจำนวนเครื่อง  

เป็นราคาลดพิเศษ ช่วงสถานการณ์โควิด ลดประมาณ 30% และจะลดต่อไปไม่มีกำหนด จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาด และปัญหาเศรษฐกิจจะคลี่คลาย 

2. Digital Librarian on Cloud

ส่วนระบบ Digital Librarian on Cloud เนื่องจากราคาต่ำอยู่แล้ว จึงจะกำหนดราคาตายตัว ไม่มีการเสนอ option ตัดฟังก์ชั่นใดๆ ในระบบนะครับ 

กระซิบกันก่อนว่า ราคาจะต่ำกว่า on Premise มาก แม้จะมีค่ารายปีแต่มองในระยะยาว ยังต่ำกว่ามาก และอย่าลืมว่า on Cloud เป็น Trend ของการใช้โปรแกรม เพราะมีข้อได้เปรียบมากกว่า on Premise 

ราคาที่กำหนดไว้ต่ำนี้ เป็นไปเพื่อจูงใจให้ท่านตัดสินใจเลือกใช้โปรแกรมในระบบ on Cloud เนื่องจาก(ความกังวลใจใน)การดูแลหลังการขายของทางบริษัท จะง่ายกว่ามาก 

ความกังวลใจที่ว่า เนื่องจากบางหน่วยงาน ไม่อนุญาตให้ใช้โปรแกรมรีโมท เช่น Teamviewer เข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาต่างๆ ทำให้ต้องบวกค่าเดินทาง และค่าเบี้ยเลี้ยงต่างๆ เผื่อไว้ ราคาโปรแกรมจึงสูง การแก้ไขปัญหาจะดูยุ่งยาก มีขั้นตอน ต้องขอเวลาและความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านไอที  บางครั้งจึงเกิดความล่าช้า ในการแก้ไขปัญหา ต่างจากกรณีที่เป็น on Cloud ที่ทางบริษัท สามารถจัดการปัญหาให้ลูกค้าได้ทันที เนื่องจากสามารถเข้าถึงเครื่องที่เก็บข้อมูลได้ตลอดเวลา

เห็นอย่างนี้ อย่าเข้าใจผิดนะครับว่า โปรแกรมมีปัญหาบ่อยจนต้องกังวลกับเรื่องนี้ โดยความเป็นจริง  การขอรับความช่วยเหลือของลูกค้า ในระยะหลายปีที่ผ่านมาเกือบ 100% เป็นเรื่องของปัญหาเครื่องติดไวรัส ปัญหาเครื่องเก่าต้องการเปลี่ยนเครื่อง ฯลฯ และต้องการขอความช่วยเหลือในการย้ายข้อมูลหรือโปรแกรมไปยังเครื่องใหม่  

การให้บริการหลังหมดระยะประกัน 1 ปี จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลหรือพูดถึงสักเท่าไหร่  และบริษัทจะไม่ประกาศหรือสัญญาว่า จะให้บริการดูแลฟรีตลอดอายุการใช้งาน เหตุผลต้องหลังไมค์ครับ ที่บอกได้ตอนนี้คือ อายุการใช้งานของโปรแกรมนี้ ยาวววววววว ครับ 

 

on Cloud ดีอย่างไร 

3. From Cloud to prem

เนื่องจากบางหน่วยงาน มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ ติดขัดเรื่องการตั้งงบประมาณผูกพันแต่ละปี  การทำใจไม่ได้กับการจ่ายต่อเนื่องไปตลอดทุกปีๆ ฯลฯ บริษัทจึงต้องเสนอทาง
เลือกที่ 3 คือ ใช้งานโปรแกรมแบบ Subscribtion คือติดตั้ง on Cloud ไปก่อน (ซึ่งถ้าไม่โอเค ก็เลิกกันไป) แต่ถ้าโอเค และมีงบซื้อได้แล้ว อยากจ่ายแบบ Perpetual คือซื้อขาด ก็สามารถนำค่าใช้จ่ายปีแรกที่ใช้แบบ Cloud มาเป็นส่วนลดในการซื้อ และติดตั้งแบบ on Prem ก็จบ  

ทางบริษัท ก็เพียงย้ายอะไรทุกอย่างที่เคยอยู่บน Cloud ลงมายังเครื่อง Server ที่หน่วยงานของท่านเท่านั้น 

ว่ากันแฟร์ๆ อย่างนี้เลยครับ !!

ถึงตรงนี้ บางท่านอาจสงสัยแล้ว ทำไมหักเป็นส่วนลดเฉพาะปีแรก ปีต่อไปทำไมไม่เอามาหักเป็นส่วนลดด้วย คือต้องเรียนว่า ราคาโปรแกรมแบบ Cloud ส่วนหนึ่งมีต้นทุน เป็นค่าเช่าใช้พื้นที่ ซึ่งบริษัทต้องจ่ายให้กับผู้ให้บริการด้วย ซึ่งปัจจุบันต้นทุนส่วนนี้ก็สูงอยู่พอสมควรเลยครับ 

 

Digital  Librarian มีระบบงานอะไรบ้าง ดูที่นี่ครับ

ต้องใช้ระบบอะไรบ้าง ดูที่นี่ครับ 

TOP